Archive for 2013
อันตรายจากสารปรอทในเครื่องสำอางค์
- ปรอทเป็นสารอันตราย ที่มีคนนำมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางเพื่อทำให้ผิวขาว ลดจุดด่างดำ หรือรักษาฝ้า
- ปรอท มีฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase ที่ใช้ในการสร้างเม็ดสี จึงทำให้ผิวขาวขึ้น และยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย จึงป้องกันสิวได้
- ปรอท เป็นสารต้องห้ามไม่ให้ผสมในเครื่องสำอางหรือครีม เนื่องจากเป็นสารอันตราย เมื่อทาครีมที่มีปรอทเป็นส่วนผสม ปรอทจะถูกดูดซึมผ่านผิวหนังได้
- เมื่อปรอทถูกดูดซึมเข้าสู่ผิวหนัง จะสะสมอยู่ในร่างกายทำลายไต ระบบประสาท และเยื่อบุทางเดินทางใจ ทำให้เสียชีวิตได้
- ปรอท จะทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ทั้งสมองและไขสันหลัง ทำให้เสียการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย และเสียการรับรู้ เช่น การมองเห็น การได้ยิน
- การทำลายอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายที่เกิดจากปรอท เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไม่สามารถรักษาหรือทำให้กลับมาดีเหมือนเดิมได้
- ถ้ามารดาที่ตั้งครรภ์ได้รับสารปรอท ปรอทจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และไปสู่ทารก ทำให้เด็กมีสมองพิการและปัญญาอ่อน
- ถ้าทาครีมที่มีส่วนผสมของสารปรอทเป็นเวลานาน ผิวจะบาง แดง แพ้ เกิดผื่นระคายเคือง เล็บที่สัมผัสกับครีมจะบางลง
- ถ้า ต้องการตรวจสอบว่าครีมที่ใช้มีสารปรอทหรือไม่ ให้เอาครีมมาถูกับทองคำแท้ 5-10 นาที ถ้าครีมเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลดำ แสดงว่ามีสารปรอทอยู่
- ถ้าต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอันตรายจากสารปรอท อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่ ค่ะ
- ควรระวังการซื้อเครื่องสำอางหรือครีมหน้าขาวหรือรักษาสิวที่ไม่ผ่าน อย. เพราะอาจมีสารอันตราย เช่น ปรอท เจือปนอยู่
ที่มา : ทวิตเตอร์คุณหมอ @DrRungsima
(ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงรังสิมา วณิชภักดีเดชา)
เรียบเรียงโดย : กันต พัฒน์ (www.facebook.com/iGuntaPhat)
การเลือกใช้ moisturizer
- Moisturizer มีหลายชนิด เช่น Oil, Cream, Lotion, Gel ซึ่งมีอัตราส่วนของน้ำมันต่อน้ำเรียงจากมากไปน้อย อีกชนิดที่พบได้บ่อยคือ Serum
- Serum จะมีสารactive ingredients ปริมาณมาก ซึมเข้าสู่ผิวได้ดี เหมาะกับคนที่ต้องการบำรุงเป็นพิเศษ หรือใช้เป็นยาเพื่อการรักษา
- Moisturizer ชนิด Oil มีน้ำมันผสมอยู่อย่างเดียว โดยไม่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ คล้ายกับเอาน้ำมันมาทาหน้า ไม่เป็นที่นิยมใช้ เพราะเหนียวเหนอะหนะ
- Moisturizer ชนิด Cream มีส่วนผสมของน้ำมัน > น้ำ เหมาะกับคนผิวแห้ง เพราะให้ความชุ่มชื้นจากการมีน้ำมันเป็นส่วนผสม
- Moisturizer ชนิด Lotion มีส่วนผสมของน้ำ > น้ำมัน ทำให้ active ingredient ออกฤทธิ์และดูดซึมเขาสู่ผิวได้ดีขึ้น เหมาะกับคนผิวธรรมดาถึงมัน
- Moisturizer ชนิด Gel มีแต่ส่วนผสมของน้ำกับ active ingredient โดยไม่มีน้ำมัน จึงเหมาะกับคนผิวมัน แต่การดูดซึมเข้าผิวมักไม่ค่อยดี
ที่มา : ทวิตเตอร์คุณหมอ @DrRungsima
(ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงรังสิมา วณิชภักดีเดชา)
เรียบเรียงโดย : กันต พัฒน์ (www.facebook.com/iGuntaPhat)
Posted by Unknown
การรักษาแผลเป็น
- แผลเป็นมีหลายชนิด แบ่งได้จากสี (สีแดง สีดำ สีขาว หรือสีผิวปกติ) และความนูน (นูน เรียบ หลุม) แต่ละชนิดรักษาต่างกัน
- แผล เป็นที่มีลักษณะนูนแดง รักษาได้ด้วยการฉีดยาร่วมกับการทำเลเซอร์ แต่ต้องทำหลายครั้ง ทุก 2-4 สัปดาห์ จนกว่าจะเรียบและเปลี่ยนเป็นสีผิวปกติ
- แผล เป็นที่มีลักษณะเรียบหรือเป็นหลุมสีแดง เช่น รอยแดงสิว รักษาได้ด้วยการทำเลเซอร์ หรือรอนาน 6-9 เดือน ความแดงจะค่อย ๆ จางลงจนเป็นสีผิวปกติ
- แผล เป็นที่มีสีดำ สามารถใช้ยาทาที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ arbutin licorice kojic acid vit C เพื่อให้จางลงได้ ทำ treatment หรือเลเซอร์กรอผิว
- แผลเป็นที่มีสีอ่อนกว่าสีผิวปกติ รักษายากที่สุด ถึงแม้ทำเลเซอร์กรอผิวก็ได้ผลไม่ค่อยดีนัก และต้องทำหลายครั้ง
- แผล เป็นที่เป็นหลุม หรือมีผิวขรุขระไม่เรียบ รักษาได้ด้วยฟิลเลอร์ เลเซอร์กรอผิว หรือคลื่นความถี่วิทยุชนิดที่ทำให้เกิดแผล แต่ต้องทำหลายครั้ง
- แผลเป็นที่เป็นใหม่ ๆ ยังมีรอยแดงอยู่ อาจใช้กรดวิตะมินเอทาเพื่อลดการเกิดแผลเป็นนูนได้ แต่ถ้าแผลเป็นนานเกิน 3 เดือนแล้วมักไม่ได้ผล
- ครีมหลายอย่างที่โฆษณาว่ารักษาแผลเป็นได้ ที่จริงมีงานวิจัยแค่ว่าทำให้แผลเป็นนุ่มขึ้นเท่านั้น ไม่สามารถทำให้แผลเป็นหายไปได้
- แผลเป็นไม่ว่าจะเป็นแบบไหน รักษายาก ใช้เวลานานทั้งนั้น ทางที่ดีที่สุดคือป้องกันการเกิดแผลเป็น
- เมื่อมีแผลใหม่ ๆ ไม่ควรไปยุ่งกับมัน อย่าแคะ แกะ เกา หรือพยายามให้สะเก็ดลอกหลุดเร็วเกินไป เพราะจะทำให้กลายเป็นแผลเป็นได้ง่าย
- เมื่อมีแผลต้องระวังการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนบนแผลนั้น ไม่ควรเอาสารอะไรแปลก ๆ มาพอกไว้บนแผล เพราะอาจทำให้แผลสกปรกติดเชื้อได้
- ถ้าแผลดูบวมแดง หรือมีหนอง ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อสั่งยาปฏิชีวนะ แผลที่ยิ่งอักเสบติดเชื้อ จะเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นมากขึ้น
ที่มา : ทวิตเตอร์คุณหมอ @DrRungsima
(ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงรังสิมา วณิชภักดีเดชา)
เรียบเรียงโดย : กันต พัฒน์ (www.facebook.com/iGuntaPhat)
Posted by Unknown
สิวอุดตัน
1) สิวอุดตันเกิดจากหลายสาเหตุ
เช่น การที่ผิวหนังชั้นขี้ไคลมาอุดตันหรือปิดรูขุมขน
ทำให้น้ำมันที่ผลิตจากต่อมไขมันไม่สามารถขับออกมาได้
2) สิวอุดตันอาจเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์กับผิวที่มีความมัน หรือมีสารที่ไปอุดตันรูขุมขน หรือเกิดจากการที่ผิวมีการระคายเคืองได้
3) แนวทางในการรักษาอุดตันมี 2 วิธี คือ การป้องกันการเกิดสิวอุดตัน และการรักษาสิวอุดตันที่เป็นอยู่แล้ว
4) การป้องกันการเกิดสิวอุดตัน ทำได้โดยการล้างหน้าให้สะอาด และหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เกิดการอุดตัน
5) การล้างหน้าให้สะอาดทำได้โดย ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับล้างเครื่องสำอาง (กรณีที่แต่งหน้า) หรือผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับผิว
6) การตรวจสอบว่าล้างหน้าสะอาดหรือไม่ ให้ลองใช้สำลีแผ่นชุบน้ำเช็ดหน้าหลังล้างหน้าเสร็จ ถ้ายังมีคราบติดสำลีออกมา แสดงว่ายังล้างหน้าไม่สะอาด
7) ถ้าสงสัยว่าเกิดสิวอุดตันจากการใช้เครื่องสำอาง ให้เลือกเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า non-comedogenic เท่านั้น จะช่วยลดสิวอุดตันได้
8) การทายารักษาสิวอุดตัน อาจต้องพบแพทย์ เพราะจะได้เลือกให้เหมาะสมกับสภาพผิวของคนไข้แต่ละราย เช่น กรดวิตะมินเอ กรดแลคติก และกรดซาลิซิลิก
9) อย่างไรก็ตามการทายาเพียงอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอสำหรับการรักษาสิวอุดตัน ต้องป้องกันร่วมด้วย ไม่งั้นก็จะเกิดสิวอุดตันใหม่ได้อีก
10) ไม่ควรใช้เลเซอร์ยิงเพื่อเปิดหัวสิวอุดตันแล้วกดออก เพราะความร้อนจากเลเซอร์จะทำให้เกิดรอยแดง รอยดำ ตามมาได้ แถมยังราคาแพง
11) ถ้าจะกดสิวอุดตัน ควรทำโดยแพทย์ผู้ชำนาญ เพราะมีความเสี่ยงที่จะทำให้สิวอักเสบมากขึ้น เกิดรอยแดง รอยดำ และหลุมสิวตามมา ซึ่งรักษายาก
12) การกดสิวอย่างถูกวิธีทำได้โดยใช้เข็มปราศจากเชื้อสะกิดหัวสิว แล้วใช้เครื่องมือเฉพาะในการกด และต้องกดอย่างเบามือ จะได้ไม่ทำให้ผิวช้ำ
ที่มา : ทวิตเตอร์คุณหมอ @DrRungsima
(ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงรังสิมา วณิชภักดีเดชา)
เรียบเรียงโดย : กันต พัฒน์ (www.facebook.com/iGuntaPhat)
2) สิวอุดตันอาจเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์กับผิวที่มีความมัน หรือมีสารที่ไปอุดตันรูขุมขน หรือเกิดจากการที่ผิวมีการระคายเคืองได้
3) แนวทางในการรักษาอุดตันมี 2 วิธี คือ การป้องกันการเกิดสิวอุดตัน และการรักษาสิวอุดตันที่เป็นอยู่แล้ว
4) การป้องกันการเกิดสิวอุดตัน ทำได้โดยการล้างหน้าให้สะอาด และหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เกิดการอุดตัน
5) การล้างหน้าให้สะอาดทำได้โดย ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับล้างเครื่องสำอาง (กรณีที่แต่งหน้า) หรือผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับผิว
6) การตรวจสอบว่าล้างหน้าสะอาดหรือไม่ ให้ลองใช้สำลีแผ่นชุบน้ำเช็ดหน้าหลังล้างหน้าเสร็จ ถ้ายังมีคราบติดสำลีออกมา แสดงว่ายังล้างหน้าไม่สะอาด
7) ถ้าสงสัยว่าเกิดสิวอุดตันจากการใช้เครื่องสำอาง ให้เลือกเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า non-comedogenic เท่านั้น จะช่วยลดสิวอุดตันได้
8) การทายารักษาสิวอุดตัน อาจต้องพบแพทย์ เพราะจะได้เลือกให้เหมาะสมกับสภาพผิวของคนไข้แต่ละราย เช่น กรดวิตะมินเอ กรดแลคติก และกรดซาลิซิลิก
9) อย่างไรก็ตามการทายาเพียงอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอสำหรับการรักษาสิวอุดตัน ต้องป้องกันร่วมด้วย ไม่งั้นก็จะเกิดสิวอุดตันใหม่ได้อีก
10) ไม่ควรใช้เลเซอร์ยิงเพื่อเปิดหัวสิวอุดตันแล้วกดออก เพราะความร้อนจากเลเซอร์จะทำให้เกิดรอยแดง รอยดำ ตามมาได้ แถมยังราคาแพง
11) ถ้าจะกดสิวอุดตัน ควรทำโดยแพทย์ผู้ชำนาญ เพราะมีความเสี่ยงที่จะทำให้สิวอักเสบมากขึ้น เกิดรอยแดง รอยดำ และหลุมสิวตามมา ซึ่งรักษายาก
12) การกดสิวอย่างถูกวิธีทำได้โดยใช้เข็มปราศจากเชื้อสะกิดหัวสิว แล้วใช้เครื่องมือเฉพาะในการกด และต้องกดอย่างเบามือ จะได้ไม่ทำให้ผิวช้ำ
ที่มา : ทวิตเตอร์คุณหมอ @DrRungsima
(ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงรังสิมา วณิชภักดีเดชา)
เรียบเรียงโดย : กันต พัฒน์ (www.facebook.com/iGuntaPhat)
Posted by Unknown