Archive for 2013

อันตรายจากสารปรอทในเครื่องสำอางค์

  1. ปรอทเป็นสารอันตราย ที่มีคนนำมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางเพื่อทำให้ผิวขาว ลดจุดด่างดำ หรือรักษาฝ้า
  2. ปรอท มีฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase ที่ใช้ในการสร้างเม็ดสี จึงทำให้ผิวขาวขึ้น และยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย จึงป้องกันสิวได้
  3. ปรอท เป็นสารต้องห้ามไม่ให้ผสมในเครื่องสำอางหรือครีม เนื่องจากเป็นสารอันตราย เมื่อทาครีมที่มีปรอทเป็นส่วนผสม ปรอทจะถูกดูดซึมผ่านผิวหนังได้
  4. เมื่อปรอทถูกดูดซึมเข้าสู่ผิวหนัง จะสะสมอยู่ในร่างกายทำลายไต ระบบประสาท และเยื่อบุทางเดินทางใจ ทำให้เสียชีวิตได้
  5. ปรอท จะทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ทั้งสมองและไขสันหลัง ทำให้เสียการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย และเสียการรับรู้ เช่น การมองเห็น การได้ยิน
  6. การทำลายอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายที่เกิดจากปรอท เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไม่สามารถรักษาหรือทำให้กลับมาดีเหมือนเดิมได้
  7. ถ้ามารดาที่ตั้งครรภ์ได้รับสารปรอท ปรอทจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และไปสู่ทารก ทำให้เด็กมีสมองพิการและปัญญาอ่อน
  8. ถ้าทาครีมที่มีส่วนผสมของสารปรอทเป็นเวลานาน ผิวจะบาง แดง แพ้ เกิดผื่นระคายเคือง เล็บที่สัมผัสกับครีมจะบางลง
  9. ถ้า ต้องการตรวจสอบว่าครีมที่ใช้มีสารปรอทหรือไม่ ให้เอาครีมมาถูกับทองคำแท้ 5-10 นาที ถ้าครีมเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลดำ แสดงว่ามีสารปรอทอยู่
  10. ถ้าต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอันตรายจากสารปรอท อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่ ค่ะ
  11. ควรระวังการซื้อเครื่องสำอางหรือครีมหน้าขาวหรือรักษาสิวที่ไม่ผ่าน อย. เพราะอาจมีสารอันตราย เช่น ปรอท เจือปนอยู่


ที่มา : ทวิตเตอร์คุณหมอ @DrRungsima
(ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงรังสิมา วณิชภักดีเดชา)
เรียบเรียงโดย : กันต พัฒน์ (www.facebook.com/iGuntaPhat)
วันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2556
Posted by Unknown

การเลือกใช้ moisturizer

  1. Moisturizer มีหลายชนิด เช่น Oil, Cream, Lotion, Gel ซึ่งมีอัตราส่วนของน้ำมันต่อน้ำเรียงจากมากไปน้อย อีกชนิดที่พบได้บ่อยคือ Serum
  2. Serum จะมีสารactive ingredients ปริมาณมาก ซึมเข้าสู่ผิวได้ดี เหมาะกับคนที่ต้องการบำรุงเป็นพิเศษ หรือใช้เป็นยาเพื่อการรักษา
  3. Moisturizer ชนิด Oil มีน้ำมันผสมอยู่อย่างเดียว โดยไม่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ คล้ายกับเอาน้ำมันมาทาหน้า ไม่เป็นที่นิยมใช้ เพราะเหนียวเหนอะหนะ
  4. Moisturizer ชนิด Cream มีส่วนผสมของน้ำมัน > น้ำ เหมาะกับคนผิวแห้ง เพราะให้ความชุ่มชื้นจากการมีน้ำมันเป็นส่วนผสม
  5. Moisturizer ชนิด Lotion มีส่วนผสมของน้ำ > น้ำมัน ทำให้ active ingredient ออกฤทธิ์และดูดซึมเขาสู่ผิวได้ดีขึ้น เหมาะกับคนผิวธรรมดาถึงมัน
  6. Moisturizer ชนิด Gel มีแต่ส่วนผสมของน้ำกับ active ingredient โดยไม่มีน้ำมัน จึงเหมาะกับคนผิวมัน แต่การดูดซึมเข้าผิวมักไม่ค่อยดี


ที่มา : ทวิตเตอร์คุณหมอ @DrRungsima
(ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงรังสิมา วณิชภักดีเดชา)
เรียบเรียงโดย : กันต พัฒน์ (www.facebook.com/iGuntaPhat)
Posted by Unknown

การรักษาแผลเป็น

  1. แผลเป็นมีหลายชนิด แบ่งได้จากสี (สีแดง สีดำ สีขาว หรือสีผิวปกติ) และความนูน (นูน เรียบ หลุม) แต่ละชนิดรักษาต่างกัน
  2. แผล เป็นที่มีลักษณะนูนแดง รักษาได้ด้วยการฉีดยาร่วมกับการทำเลเซอร์ แต่ต้องทำหลายครั้ง ทุก 2-4 สัปดาห์ จนกว่าจะเรียบและเปลี่ยนเป็นสีผิวปกติ
  3. แผล เป็นที่มีลักษณะเรียบหรือเป็นหลุมสีแดง เช่น รอยแดงสิว รักษาได้ด้วยการทำเลเซอร์ หรือรอนาน 6-9 เดือน ความแดงจะค่อย ๆ จางลงจนเป็นสีผิวปกติ
  4. แผล เป็นที่มีสีดำ สามารถใช้ยาทาที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ arbutin licorice kojic acid vit C เพื่อให้จางลงได้ ทำ treatment หรือเลเซอร์กรอผิว
  5. แผลเป็นที่มีสีอ่อนกว่าสีผิวปกติ รักษายากที่สุด ถึงแม้ทำเลเซอร์กรอผิวก็ได้ผลไม่ค่อยดีนัก และต้องทำหลายครั้ง
  6. แผล เป็นที่เป็นหลุม หรือมีผิวขรุขระไม่เรียบ รักษาได้ด้วยฟิลเลอร์ เลเซอร์กรอผิว หรือคลื่นความถี่วิทยุชนิดที่ทำให้เกิดแผล แต่ต้องทำหลายครั้ง
  7. แผลเป็นที่เป็นใหม่ ๆ ยังมีรอยแดงอยู่ อาจใช้กรดวิตะมินเอทาเพื่อลดการเกิดแผลเป็นนูนได้ แต่ถ้าแผลเป็นนานเกิน 3 เดือนแล้วมักไม่ได้ผล
  8. ครีมหลายอย่างที่โฆษณาว่ารักษาแผลเป็นได้ ที่จริงมีงานวิจัยแค่ว่าทำให้แผลเป็นนุ่มขึ้นเท่านั้น ไม่สามารถทำให้แผลเป็นหายไปได้
  9. แผลเป็นไม่ว่าจะเป็นแบบไหน รักษายาก ใช้เวลานานทั้งนั้น ทางที่ดีที่สุดคือป้องกันการเกิดแผลเป็น
  10. เมื่อมีแผลใหม่ ๆ ไม่ควรไปยุ่งกับมัน อย่าแคะ แกะ เกา หรือพยายามให้สะเก็ดลอกหลุดเร็วเกินไป เพราะจะทำให้กลายเป็นแผลเป็นได้ง่าย
  11. เมื่อมีแผลต้องระวังการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนบนแผลนั้น ไม่ควรเอาสารอะไรแปลก ๆ มาพอกไว้บนแผล เพราะอาจทำให้แผลสกปรกติดเชื้อได้
  12. ถ้าแผลดูบวมแดง หรือมีหนอง ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อสั่งยาปฏิชีวนะ แผลที่ยิ่งอักเสบติดเชื้อ จะเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นมากขึ้น


ที่มา : ทวิตเตอร์คุณหมอ @DrRungsima
(ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงรังสิมา วณิชภักดีเดชา)
 เรียบเรียงโดย : กันต พัฒน์ (www.facebook.com/iGuntaPhat)
Posted by Unknown

สิวอุดตัน

1) สิวอุดตันเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การที่ผิวหนังชั้นขี้ไคลมาอุดตันหรือปิดรูขุมขน ทำให้น้ำมันที่ผลิตจากต่อมไขมันไม่สามารถขับออกมาได้

2) สิวอุดตันอาจเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์กับผิวที่มีความมัน หรือมีสารที่ไปอุดตันรูขุมขน หรือเกิดจากการที่ผิวมีการระคายเคืองได้

3) แนวทางในการรักษาอุดตันมี 2 วิธี คือ การป้องกันการเกิดสิวอุดตัน และการรักษาสิวอุดตันที่เป็นอยู่แล้ว

4) การป้องกันการเกิดสิวอุดตัน ทำได้โดยการล้างหน้าให้สะอาด และหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เกิดการอุดตัน

5) การล้างหน้าให้สะอาดทำได้โดย ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับล้างเครื่องสำอาง (กรณีที่แต่งหน้า) หรือผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับผิว

6) การตรวจสอบว่าล้างหน้าสะอาดหรือไม่ ให้ลองใช้สำลีแผ่นชุบน้ำเช็ดหน้าหลังล้างหน้าเสร็จ ถ้ายังมีคราบติดสำลีออกมา แสดงว่ายังล้างหน้าไม่สะอาด

7) ถ้าสงสัยว่าเกิดสิวอุดตันจากการใช้เครื่องสำอาง ให้เลือกเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า non-comedogenic เท่านั้น จะช่วยลดสิวอุดตันได้

8) การทายารักษาสิวอุดตัน อาจต้องพบแพทย์ เพราะจะได้เลือกให้เหมาะสมกับสภาพผิวของคนไข้แต่ละราย เช่น กรดวิตะมินเอ กรดแลคติก และกรดซาลิซิลิก

9) อย่างไรก็ตามการทายาเพียงอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอสำหรับการรักษาสิวอุดตัน ต้องป้องกันร่วมด้วย ไม่งั้นก็จะเกิดสิวอุดตันใหม่ได้อีก

10) ไม่ควรใช้เลเซอร์ยิงเพื่อเปิดหัวสิวอุดตันแล้วกดออก เพราะความร้อนจากเลเซอร์จะทำให้เกิดรอยแดง รอยดำ ตามมาได้ แถมยังราคาแพง

11) ถ้าจะกดสิวอุดตัน ควรทำโดยแพทย์ผู้ชำนาญ เพราะมีความเสี่ยงที่จะทำให้สิวอักเสบมากขึ้น เกิดรอยแดง รอยดำ และหลุมสิวตามมา ซึ่งรักษายาก

12) การกดสิวอย่างถูกวิธีทำได้โดยใช้เข็มปราศจากเชื้อสะกิดหัวสิว แล้วใช้เครื่องมือเฉพาะในการกด และต้องกดอย่างเบามือ จะได้ไม่ทำให้ผิวช้ำ


ที่มา : ทวิตเตอร์คุณหมอ @DrRungsima
(ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงรังสิมา วณิชภักดีเดชา)

เรียบเรียงโดย : กันต พัฒน์ (www.facebook.com/iGuntaPhat)
Posted by Unknown

- Copyright © I KAN TALK -Metrominimalist- Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -